ในการที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้ต้องชี้แจงก่อนว่า เสด็จในกรมชุมพรฯ กับล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ นั้น ทรงสนิทสนมกันมากมาแต่ทรงพระเยาว์ เพราะเสด็จในกรมฯ ทรงมีพระชันษามากกว่าล้นเกล้าเพียง ๑๓ วัน ทรงโสกันต์ และเสด็จออกไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษพร้อมกัน ในชั้นต้นล้นเกล้าฯ ทรงตั้งพระทัยจะเรียนวิชาการทหารเรือ แค่เมื่อทรงรับสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แล้วจึงต้องทรงย้ายไปเรียนวิชาการทหารบกและวิชาพลเรือน ในช่วงเวลานี้จึงทรงห่างกันไปบ้าง เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้วได้เสด็จกลับมารับราชการในรัชกาลที่ ๕ ในเวลาไล่เลี่ยกัน ล้นเกล้าฯ ทรงเป็นจเรทหารบกและทหารเรือ ในขณะที่เสด็จในกรมฯ ทรงรับราชการที่กรมยุทธศึกาทหารเรือ
มูลเหตุที่เสด็จในกรมฯ ต้องรับพระราชอาญานั้นมาจาก เสด็จในกรมทรงได้อาจารย์ดี คือ เจ้านายพระองค์หนึ่งที่เป็นต้นเรื่องคดีพญาระกา (โปรดอ่านรายละเอียดในประวัติต้นรัชกาลที่ ๖) เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงได้พระอาจารย์ดีเช่นนั้น ได้ทรงละทิ้งการงานที่กระทรวงทหารเรือ และเริ่มคิดทำการค้า ทรงตั้งบริษัทชุมพร มีพวกทหาร้รือหนุ่มๆ ถือหุ้นอยู่หลายคน แต่บริษัทนี้ทำธุรกิจล้มเหลว ต้องกู้เงินพระคลังข้างที่มาชำระหนี้ พระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงยึดที่ดินไว้เป็นประกัน มีรับสั่งว่าจะพระราชทานคืนให้เมื่อเสด็จในกรมฯ ประพฤติพระองค์ดีขึ้น เสด็0ในกรมฯ จึงพยายามสร้างความชอบด้วยการรับอาสาปลูกผักที่วังพญาไท และมีผักส่งไปถวายทุกๆ เดือน แต่มีผู้พบว่า ทรงไปซื้อผักจากตลาดส่งไปถวายหาได้ทรงปลูกเอง
ต่อมาในรัชสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ เสด็จในกรมฯ ยิ่งไม่เสด็จไปทรงงานที่กระทรวงทหารเรือเลย แต่เสด็จไปทรงเป็นช่างเขียน ไปทรงเขียนบทเพลงประกอบละครบ้าง
แต่เหตุสำคัญที่ทรงถูกออกจากราชการทหารเรือ คือ การที่ไม่เสด็จไปทรงงานที่กระทรวงทหารเรือ โดยทรงรับเงินเดือนทางกระทรวงทหารเรือเต็มทุกๆ เดือน อันเป็นเหคุให้พวกทหารเรือหนุ่มๆ ที่เป็นศิษย์พากันเห็นว่า อาจารย์ของตนเป็นคนเก่งที่รัฐบาลต้องง้อไว้ใช้งาน เลยพลอยให้พวกทหารเรือหนุ่มๆ นั้นตีราคาตนเองว่า เป็นผู้มีวิชาที่หลวงต้องง้อไว้ใช้งาน จะทำงานหรือไม่ทำก็ไม่มีใครกล้าว่ากล่าว ทำให้นายทหารเรือแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ พวกคนเก่า กับคนรุ่นใหม่ที่ถือตัวว่ามีความรู้ดียิ่งกว่าพวกหัวเก่า จนถึงมีนายทหารเรือหนุ่มคิดจะนำเรือไปลอยที่ปากอ่าว อันเป็นการก่อการสไตรค์ถ้าไม่ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดคดีพญาระกาที่กระทรวงยุติธรรม
เมื่อเหตุการณ์บานปลายมากขึ้น ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ จึงได้ทรงปรึกษากับกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก ซึ่งเจ้านายทั้งสองพระองค์ทรงเห็นพ้องร่วมกันให้ลงโทษเสด็จในกรมชุมพรฯ โดยให้ปลดออกจากราชการเป็นกองหนุน เพื่อให้เสด็จในกรมชุมพรฯ รู้สึกพระองค์ว่า จะกินเงินเดือนเฉยๆ โดยไม่ทำงานนั้นไม่ได้ เมื่อทรงตกลงกันดังนั้นแล้วได้มีกระแสพระบรมราชโองการสั่งไปยังกรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงทหารเรือให้ปลดเสด็จในกรมชุมพรออกจากราชการ แต่สมเด็จฯ เสนาบดีกระทรวงทหารเรือก็ทรงเกรงความวุ่นวายในกองทัพเรือ ทั้งที่ทรงยอมรับว่าเสด็จในกรมชุมพรฯ ไม่เสด็จไปทรงงานเลย จึงได้นำความกราบบังคมทูลล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖ ขอบรรเทาโทษ แต่เสก็จในกรมนครไชยศรี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกทรงยืนกรานให้ลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง สุดท้ายเสด็จในกรมชุมพรฯ จึงถูกปลดออกเป็นกองหนุนในปี พ.ศ. ๒๔๕๔
ข่าวลือเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับรัชกาลที่ 6 คือ ความขัดแย้งระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จนมีการเล่าเติมเสริมต่อกันไปอีกมาก
แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่การขัดแย้งแบบตัวต่อตัวระหว่างเจ้านายสองพระองค์นี้ แต่เป็นเรื่องที่ก่อหวอดขึ้นมาโดยลูกน้อง แล้วมีผลกระทบไปถึงนายของทั้งสองฝ่าย
ก่อนอื่นขอเท้าความถึงพระประวัติของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หรือ "เสด็จเตี่ย" ที่กองทัพเรือให้ความเคารพนับถืออย่างสูง
ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 28 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติก่อนเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ หรือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเพียงสิบกว่าวันเท่านั้นเอง
ประสูติจากเจ้าจอมมารดาโหมด บุนนาค
พระนามเดิมคือพระองค์เจ้าชายอาภากรเกียรติวงศ์ เมื่อเจริญพระชนม์ขึ้นได้เสด็จไปศึกษาวิชาทหารเรือที่ประเทศอังกฤษ กลับมาทรงรับราชการอยู่ในกองทัพเรือ จนได้เป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์เมื่อพ.ศ. 2466 ก่อนสิ้นรัชกาลที่ 6 เพียงสองปี
เรื่องที่เป็นชนวนความขัดแย้ง เริ่มตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 5 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ประทับอยู่ที่วังสราญรมย์
ทรงโปรดการเล่นโขนละคร ก็ทรงรับมหาดเล็กใหม่ๆเข้ามาฝึกเป็นตัวโขนตัวละคร มหาดเล็กเหล่านี้บางคนก็เป็นลูกผู้ดีมีตระกูล บางคนเป็นลูกชาวบ้านธรรมดาแต่หน่วยก้านดี มีแววทางนาฏศิลป์ พวกแรกมักอยู่ในระเบียบดี ไม่มีปัญหา แต่พวกหลัง บางคนนิสัยดี แต่มีบางคนซ่าส์ถือว่าเป็นถึงมหาดเล็กของเจ้านายใหญ่ เลยคึกคะนองไม่ค่อยจะเกรงใคร
วันหนึ่ง นักเรียนนายเรือหนุ่ม 2 คน ซึ่งก็เป็นศิษย์ของกรมหลวงชุมพรฯ แต่งตัวชุดยูนิฟอร์มขาวสุดเท่ เดินสมาร์ทผ่านไปทางถนนสนามไชย ผ่านพวกมหาดเล็กหนุ่มๆกลุ่มใหญ่ที่กำลังเตะฟุตบอลกันอยู่
นักเรียนนายเรือหนึ่งในสองชื่อจือ (หรือเจือ สหนาวิน ต่อมาได้เป็นนาวาตรีหลวงจบเจนสมุทร์) ได้เขียนบันทึกเรื่องนี้เอาไว้ ดิฉันเล่าจากบันทึกของท่าน
พอมหาดเล็กเห็นนักเรียนนายเรือสองคนเดินอกผายไหล่ผึ่งผ่านไป หยุดทำความเคารพธงชาติตอนหกโมงแล้วก้าวผึ่งผายออกเดินพร้อมกัน ก็เกิดอยากแซวขึ้นมา ในจำนวนพวกซ่าส์ก็เกิดมีหัวโจก ส่งเสียงเป็นจังหวะ ว่า หนึ่ง หนึ่ง หนึ่งสอง ตามจังหวะก้าวเดิน
นักเรียนนายเรือเห็นมหาดเล็กมาลูบคม ก็เอาจริงขึ้นมา จึงเกิดถามทำนองต่อว่ากัน ถามกันไปถามกันมาไม่มีใครยอมรับ ก็เลยเกิดเป็นมวยหมู่ขึ้นมาระหว่างนักเรียนนายเรือ 2 คนและมหาดเล็กหลายสิบ
ชกต่อยกันชุลมุนอยู่พักใหญ่ มหาดเล็กตะโกนให้ทหารยามหน้ากระทรวงกลาโหมจับนักเรียนนายเรือ ทหารยามไม่กล้าจับ มีนายทหารคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์ก็ร้องบอกให้นักเรียนนายเรือหลบหนีไปเสียเพราะว่ากำลังของอีกฝ่ายมากกว่า นักเรียนนายเรือทั้งสองก็เลยแหวกพวกมหาดเล็กซึ่งไม่กล้าทำอะไรจริง กลับบ้านไปได้
ปรากฏว่านายจือได้รับบาดเจ็บ หน้าบวมปากเจ่อไปตามระเบียบ แต่ก็ไปเรียนหนังสือต่อได้ไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัส ความทราบไปถึงผู้บังคับการโรงเรียน น.ต. หลวงพินิจจักรพันธุ์(สุริเยศ อมาตยกุล ภายหลังเลื่อนขึ้นเป็นพระยาสาครสงคราม) เรียกตัวไปตักเตือน ให้ทำรายงานเสนอขึ้นไป แต่ก็แค่นั้น เพราะดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร
ต่อมา 3-4 เดือนเรื่องที่นึกว่าจบกันไปแล้วก็กลับลุกลามเป็นเหตุใหญ่โต มหาดเล็กกลุ่มนั้นไปทูลฟ้องสมเด็จพระบรมฯ ว่าถูกนักเรียนนายเรือมาข่มเหงถึงหน้าวัง สมเด็จพระบรมฯก็กริ้วว่าผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนของกรมหลวงชุมพรฯ มารังแกมหาดเล็กของพระองค์ท่าน จึงทรงทำเรื่องกราบบังคมทูลให้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงทราบ
เมื่อกรมหลวงชุมพรฯ ทรงทราบ สืบสาวราวเรื่องหาข้อเท็จจริงได้แล้วก็ไปเฝ้ากรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ชวนกันเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว กราบทูลว่าในความเป็นจริง มีนักเรียนนายเรือแค่ 2 คนเท่านั้น แต่มหาดเล็กหลายสิบคน ใครข่มเหงใครกันแน่
ไม่มีกฎหมายที่ไหนออกว่าคนน้อยข่มเหงคนมาก กรมหลวงราชบุรีฯก็ทรงสนับสนุนว่าเป็นความจริง ทั่วโลกไม่มีกฎหมายว่าคนน้อยข่มเหงคนมาก มีแต่คนมากข่มเหงคนน้อย
พระเจ้าอยู่หัวก็เลยทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระบรมฯ รับสั่งว่า
" พ่อโตก็ไม่ควรเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้มากล่าวให้เป็นเรื่องเป็นราว เสียเวลา"
นายจือก็เลยรอดพ้นจากความผิด เรียนจบเข้ารับราชการในกองทัพเรือ เข้าวังได้ใกล้ชิดกับพระโอรสธิดาที่ทรงพระเยาว์ จนกระทั่งชราก็เขียนบันทึกเรื่องนี้ไว้ให้รู้กันสำหรับคนรุ่นหลัง
ตำแหน่งเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือนั้น พลเรือตรี พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ทรงอยู่ในตำแหน่ง ทว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ โปรดให้ออกจากราชการ ในบันทึกของหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สมบริพัตร พระชายาในจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงเล่าว่า
"ต้นปี ร.ศ.๑๓๐ เสด็จพระราชดำเนินประพาสทางทะเล มีเหตุนายทหารเรือผู้หนึ่งไปเมาและทำปืนหลวงหาย ความทราบถึงพระกรรณก็กริ้ว ให้ปลดนายทหารเรือผู้นั้นออกจากราชการ และโปรดให้กรมหลวงชุมพรฯ ออกจากราชการด้วย โดยเหตุว่าครูก็เมาศิษย์ก็เมา ตอนนี้ทูนหม่อมทรงเสียพระทัยมาก (ทูนหม่อม-สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ฯ เวลานั้นทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ-จุลลดาฯ) ว่าไม่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ด้วยในเวลานั้นมีข่าวลือบ้าๆว่ากรมหลวงชุมพรฯ จะคิดขบถ ถ้าคิดสำเร็จจะให้ทูนหม่อมเป็นพระเจ้าแผ่นดิน กรมหลวงชุมพรฯ จะเป็นวังหน้า ทูนหม่อมจึงได้เสียพระทัยมาก คิดจะกราบถวายบังคมลาออกจากราชการให้จงได้ ข้าพเจ้าทูลอ้อนวอนเท่าไรก็ไม่ทรงเชื่อ จึงได้เชิญพระยาเทพอรชุนและหม่อมเจ้าตุ้มมาปรึกษา ท่านทั้งสองทูลอ้อนวอนไม่ยอมให้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการ ก็เลยพระทัยอ่อนยอมทรงระงับการลาออก ทูนหม่อมกับกรมหลวงชุมพรฯ เป็นพี่น้องที่รักกันมาก กรมหลวงชุมพรฯ เป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนนายเรือ มักเสด็จมาเฝ้าทูนหม่อมที่ห้องผู้บัญชาการเสมอ เพราะคุยอัธยาศัยต้องกัน"
เรื่องพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงระแวงแคลงพระราชหฤทัย พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรฯ และ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์นี้ ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังเสมอ ท่านว่า เป็นเพราะมีข้าราชบริพารใกล้ชิดพระองค์บางท่านมัก 'กระพือ' เข้าพระกรรณอยู่บ่อยๆ จนสุดท้ายก็ทรงเบื่อคำเล่าลือไปเอง การที่เป็นเหตุให้ผู้ลือจับเอาไปลือนั้น ผู้ใหญ่ท่านว่าคงเป็นด้วย สมเด็จพระชนนีของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ท่านทรงเป็นหลานตาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) และเจ้าจอมมารดาของเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ท่านเป็นหลานตาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) อยู่ในสกุลบุนนาค ซึ่งเคยมีอิทธิพลเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ทั้งมีขุนนางผู้ใหญ่รับราชการต่อกันมามากมายหลายท่าน จึงได้มีผู้ลือให้เข้าพระกรรณให้ทรงคลางแคลงพระราชหฤทัยเนืองๆ
นอกจากนั้นในตอนฝึกเสือป่า ก็มีเรื่องไม่เป็นที่พอพระทัย คือซ้อมรบมีกันหลายฝ่าย พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงซ้อมรบด้วยหลายครั้ง ปรากฏว่าฝ่ายลูกน้อง เสด็จในกรมฯ ไปจับเอาพระเจ้าอยู่หัว และองครักษ์มาโดยไม่ทราบว่าเป็น พระเจ้าอยู่หัว แล้วมาทูลเสด็จในกรมฯ ว่าตนได้จับฝ่ายตรงข้ามได้สองคนเข้าใจว่าจะเป็นคนสำคัญ เสด็จในกรมฯ ได้แอบดูก็รู้ว่าเป็น พระเจ้าอยู่หัว จึงรับสั่งให้ปล่อยไป โดยให้ลูกน้องของพระองค์ แกล้งลืมกุญแจไว้ เพราะถ้าปล่อยโดยตรง รัชกาลที่ ๖ ก็จะไม่โปรดอีก จะกริ้วเอาเปล่าๆ จะหาว่าเสด็จในกรมฯ ทรงแกล้งแพ้